
เลิกการใช้ความร้อนสูงกับผ้าไปเสียที
ใครๆ ก็สามารถทำให้ผ้าร้อนขึ้นได้ นั่นเป็นเรื่องง่าย แต่ปัญหาจริงๆ คือการรักษาอุณหภูมิให้สม่ำเสมอบนสายพานการผลิตที่มีความเร็วสูง โดยไม่ทำให้วัสดุเสียหาย ในยุค Textile 4.0 เราไม่ได้ใช้เพียงแค่ความร้อนธรรมดาๆ อีกต่อไป แต่เราต้องการความแม่นยำในการใช้พลังงาน นั่นคือความแตกต่างระหว่างการทำให้พื้นผิวผ้าไหม้ กับการนำพลังงานเข้าไปสู่เส้นใยผ้าอย่างแท้จริง ความหนาแน่นของความร้อน เมื่อเราเลือกหลอดไฟ เราต้องคำนึงถึงคุณสมบัติทางความร้อนของผ้าชนิดนั้นๆ สำหรับผ้าที่มีส่วนผสมของสารสังเคราะห์ หลอดไฟควอตซ์ที่มีกำลังสูงมักเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะสามารถสร้างความร้อนได้อย่างรวดเร็ว แต่มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือหลอดไฟเหล่านี้ใช้พลังงานมาก หากคุณใช้ระบบไฟ 230V หรือ 400V สายไฟของคุณก็ต้องมีความทนทานมากพอ หากระดับไฟลดลง ก็จะเกิดจุดที่มีอุณหภูมิต่ำขึ้น และจุดเหล่านี้จะทำให้ผ้ามีรอยแตก ซึ่งก็เท่ากับเป็นการทำให้ผลิตภัณฑ์เสียหายไปเลย การเลือกกระจกและแสงที่เหมาะสม เราใช้ควอตซ์ที่มีความบริสุทธิ์สูง เพราะมันจะไม่แตกเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่วนเรื่องแสงเอง หลอดไฟบางชนิดมีการเคลือบผิวเพื่อปรับวิธีการส่งความร้อน คลื่นอินฟราเรดความยาวคลื่นสั้นจะสามารถเข้าไปในเส้นใยผ้าได้ลึก ส่วนคลื่นอินฟราเรดความยาวคลื่นยาวจะเพียงส่องผ่านพื้นผิวเท่านั้น คุณต้องเลือกคลื่นที่เหมาะสมกับวัสดุ มิฉะนั้นก็เท่ากับเสียพลังงานไปเปล่าๆ เพื่อให้ง่ายขึ้น เราเลือกใช้ตัวเชื่อมต่อมาตรฐานอย่าง R7s หรือ Sk15 ทำไมล่ะ? เพราะเมื่อหลอดไฟเสีย คุณสามารถเปลี่ยนมันได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที และสามารถเริ่มการผลิตต่อได้ทันที ไม่มีใครอยากให้เกิดการหยุดชะงักในการผลิตหรอก ข้อเสียที่ควรรู้ การใช้ความร้อนสูงกับผ้าอาจช่วยเร่งกระบวนการผลิตได้ แต่ก็มีข้อเสียอยู่เช่นกัน มันสร้างแรงกดดันมากให้กับตัวเรืองแสง หากตัวเรืองแสงเลอะหรือมีรอยขีดข่วน คุณก็จะเสียพลังงานไปถึง 30% มันเหมือนกับการพยายามส่องแสงผ่านโคลนนั่นแหละ นอกจากนี้ คุณยังต้องมีระบบระบายความร้อนที่ดีด้วย หากคุณไม่สามารถระบายความร้อนออกจากหลอดไฟได้ ตัวเชื่อมต่อก็จะละลายไปเลย เราสร้างเครื่องมือเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อให้สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายในโรงงานได้ ตราบใดที่ระบบระบายอากาศสามารถรับมือกับกำลังไฟได้ เครื่องมือเหล่านี้ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่มีปัญหา